ReadyPlanet.com
dot dot
เปิดเทอมแล้ว!!! จะฝึกลูกแยกจากอย่างไรดี







 6  เคล็ดลับส่งเสริมความรู้สึกมั่นคงในใจในเด็กที่ฝึกแยกจาก

ความวิตกกังวลจากการแยกจากเป็นสถานการณ์ปกติที่เด็กต้องพบ ความวิตกกังวลของเด็กในสถานการณ์นี้เกิดจากการที่เด็กไม่สามารถควบคุมและจัดการความคิดความรู้สึกได้ด้วยตนเอง จึงแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมา เพื่อให้ผู้ปกครองหรือคุณครูทราบว่ารู้สึกกังวล กระอักกระอ่วน เครียด    การช่วยเหลือประคับประคองจากผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องนั้นสำคัญมาก  เพื่อให้สามารถรับมือกับพฤติกรรมต่างๆของเด็กได้อย่างเท่าทันและเข้าใจ

 

1) ควรทำให้การแยกจากผู้ปกครองสั้นและ กระชับ เช่น หลังจากที่กอดและหอมเด็กแล้ว จากนั้นควรออกมาจากเด็กอย่างรวดเร็ว ไม่ควรแสดงให้เด็กเห็นว่าผู้ปกครองลังเล และเมื่อออกมาแล้วไม่ควรกลับไปให้เด็กเห็นอีก เพราะเด็กจะเข้าใจว่าสถานที่นี้ไม่ปลอดภัย ผู้ปกครองจึง ต้องมาเฝ้ามองเด็ก

 

2) หากเป็นไปได้ควรจัดเตรียมโปรแกรมเพิ่อเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะ  โดยในช่วงวันแรกๆควรจัดตารางเวลาในการรับ-ส่งเด็ก โดยค่อย ๆ ยืดระยะ เวลาในการอยู่ที่ศูนย์พัฒนาการหรือโรงเรียนให้นานมากขึ้น อย่างค่อยเป็นค่อยไป และกำหนดกิจกรรมที่เด็กต้องทำตามตารางเวลาอยากชัดเจน หากเป็นชั่วโมงเรียนสั้นๆ ก็ควรมีลำดับการเรียนก่อนหลัง รวมถึงมีจุดสิ้นสุดของกิจกรรมที่ชัดเจน (Session Structure)  ในช่วงแรกที่กำลังฝึกการแยกจากการจัดตารางเวลาของแต่ละครั้งควรให้เปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด   ให้เด็กทำความรู้จักคุ้นเคยกับพี่เลี้ยงคนใดคนหนึ่ง ควรเลือกพี่เลี้ยงคนเดิมประจำ ไม่ควรเปลี่ยนบ่อย   หากมีโปรแกรมเพิ่อเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะ ควรฝึกแยกจากของเด็ก หลังจากนอนกลางวันหรือหลังทานอาหาร เนื่องจากในช่วงที่เด็กเหนื่อย หรือหิวจะมีภาวะวิตกกังวลต่อการแยกจากมาก ควรฝึกแยกห่างหลังจากช่วงนั้น

 

3)  ให้เด็กมีโอกาสเลือก (Offer choices) เด็กจะรู้สึกสบายใจขึ้นหากได้เป็นคนเลือกกิจกรรมต่างๆ ของตนเอง หรือเลือกได้ว่าอยากเล่นอะไร กับเพื่อนคนไหน หลักการสำคัญในการฝึกแยกจากคือ การสร้างความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ โดยมีเป้าหมายหลักเมื่ออารมณ์ของเด็กพร้อมแล้วจึงฝึกทักษะการเล่นและทักษะสังคมต่อไป   ในช่วงแรกจึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคต่างๆช่วยเบี่ยงเบนความนึกคิดและความสนใจด้วยกิจกรรมที่น่าทำ(fun activity) เพื่อให้เด็กรู้สึกสนุกและมีความสุข โดยยืดเวลาให้ยาวนานที่สุด เพื่อลดความกังวลใจของเด็ก เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์ ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆจะมีความรู้สึกหลักเพียงความรู้สึกเดียว

 

4)   กล่าวชมเชย พูดเชียร์หรือให้รางวัล (Reinforcers) เมื่อเด็กแสดงความพยายามต่างๆ (Praise your child efforts)  เช่น พูดเชียร์เมื่อเด็กแสดงความพยายามที่จะเล่นของเล่นต่างๆ ในช่วงแรกของเล่นที่ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจอาจเป็นของเล่นที่เด็กชอบ หรือของเล่นประจำตัวเด็กแล้วนำมาต่อยอดการเล่นให้หลากหลายและมีขั้นตอนมากขึ้น    ที่สำคัญคือให้คำชมเป็นรางวัลในการพยายามทำดีของเด็กแม้ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ หรือการให้ความร่วมมือกับคุณครู (Compliance) แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

5)   ฝึกให้เด็กเรียนรู้การบอกลา บ๊ายบาย หรือส่งจูบ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ทำให้เด็กเรียนรู้ถึงการจากลา แต่หากเด็กกำลังมีอารมณ์ที่อ่อนไหว เช่น ร้องไห้ หรือพูดไปร้องไห้ไป ไม่ควรสอนให้เด็กบอกลาพร้อมกับร้องไห้แล้วได้กลับบ้านทันที แต่ควรให้เด็กทำกิจกรรมสั้นๆสัก 1 นาที เป็นการแทนที่การหยุดร้องด้วยกิจกรรม ฝึกInhibition เช่น ร้องเพลง เล่นของเล่น ดูแสงไฟ ชี้รูปภาพในหนังสือ ซึ่งควรเป็นกิจกรรมที่มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน เมื่อสิ้นสุดแล้ว ก็นั่งรออีกสักนิด แล้วจึงกลับบ้าน  เพราะหากบ๊ายบายพร้อมกับร้องไห้แล้วได้กลับบ้านทันที วันต่อๆมาเด็กก็จะใช้วิธีการเดิมเนื่องจากเด็กเรียนรู้แล้วว่า บ๊ายบายพร้อมกับร้องไห้ก็ได้กลับบ้านเช่นกัน

 

6)   ฝึกให้เด็กเรียนรู้ว่าเขาควรจะทำอย่างไรกับความกลัวการแยกจากที่เกิดขึ้น จะเริ่มคิดวางแผนจัดการ (planning & organization) แม้จะเสียใจอยากร้องไห้ แต่รู้ว่าพ่อหรือแม่จะกลับมา ก็ไม่ร้องไห้ดีกว่า (Inhibit) กอดตุ๊กตา หรือผ้าเน่า หรือจะเดินไปหาครู และอย่างหนึ่งที่เด็กจะคิด คือ เล่นกับเพื่อนดีกว่า (Shifting) ในช่วงแรกควรให้ความช่วยเหลือแก่เด็ก ในระหว่างการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน  เนื่องจากด็กๆ จะต้องทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การเล่น การกินข้าว หรือแม้แต่การนอน เพื่อให้เด็กได้คุ้นชิน และได้รู้จักการแพ้ชนะ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  รวมถึงการเก็บของทุกครั้งเมื่อเล่นเสร็จ จะได้ฝึกวินัยในตัวเด็กด้วยเช่นกัน



ข้อสังเกตการได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่มากเกินไป (Over-protective parent) ในบางกรณีภาวะวิตกกังวลต่อการแยกจากนั้นมีสาเหตุมาจากผู้ปกครองที่มีภาวะวิตกกังวลสูงจนเกินไป ซึ่งส่งผลถึงเด็กด้วย



อย่างไรก็ตามเด็กแต่ละคนจะมีความยากลำบากในการจัดการอารมณ์คสามรู้สึกของตนเองที่แตกต่างกัน จากหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเป็นการท้าทายความสามารถของผู้ปกครองและคุณครูที่จะทำให้เด็กมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะการเล่นและทักษะสังคมต่อไป   การจะเข้าใจพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมา คุณครูหรือโปรแกรม จึงต้องมีความยืดหยุ่นและปรับให้เหมาะสมกับเด็กและครอบครัว

 

หากมีข้อสงสัย ท่านสามารถปรึกษาเรื่องพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก ได้ที่ ศูนย์พัฒนาการและการเรียนรู้สำหรับเด็ก (CDLC)  โทรศัพท์ 02–523–3359-71, 02-994 8200-4 ต่อ 1135 หรือ 1143  โทรศัพท์มือถือ  098- 259-7582 




บทความสุขภาพ คลิกเลย !!!!!

ดาวน์โหลดฟรี! หนังสือ"เปิดโลกจิตวิทยาเด็ก" article
"เก่งเต็มเมือง แต่คิดไม่เป็น" วิกฤตเด็กปฐมวัย ความสิ้นหวังการศึกษาไทย!
การวัดไอคิว คืออะไร ควรวัดเมื่อใด?
ทำไมต้องเฝ้าระวังพัฒนาการเด็ก?
ทำไมลูกถึงอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้? article
เด็กพูดช้า article
อาหารที่เหมาะสมตามวัย ตั้งแต่วัยแรกเกิด – 5 ปี article
ทำไมต้องบูรณาการประสาทสัมผัส article