ReadyPlanet.com
dot dot
เด็กพูดช้า article

 เด็กพูดช้า

การพูดเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ภาษา และการสื่อความหมายบ่งบอกถึงระดับสติปัญญาในเด็ก เด็กที่สามารถสื่อความหมายกับผู้อื่นทราบได้ บอกความต้องการหรือความรู้สึกให้ผู้อื่นทราบได้ ก็จะเป็นเด็กที่มีอารมณ์แจ่มใสและมีพัฒนาการทางด้านสัวคมก้าวหน้าได้ดี
ควรสงสัยว่าเด็กพูดช้าหรือมีปัญหาทางการพูดเมื่อใด
การที่จะบอกว่าเด็กพูดช้าหรือจะมีปัญหาทางด้านการพูดหรือไม่นั้น ไม่ควรจะเสียเวลาเกิน 2 ปี แล้วจึงนำเด็กออกไปตรวจ เพราะถ้าสังเกตให้ดี เด็กอาจมีพฤติกรรมที่แสดงว่าอาจมีปัญหาในด้านการพูดตั้งแต่ขวบปีแรกแล้ว
ข้อบ่งชี้ง่าย ๆ ว่าเด็กอาจมีปัญหาในการพูด คือ
อายุ 6 เดือน ไม่ส่งเสียงอือ อา ไม่หันหาเสียง
อายุ 10 เดือน เรียกชื่อไม่หันหา
อายุ 15 เดือน ไม่เข้าใจคำสั่งห้าม ไม่เข้าใจคำสั่งง่าย ๆ เช่น มานี่ นั่งลง บ๊ายบาย
อายุ 18 เดือน พูดคำเดี่ยวได้น้อยกว่า 5 – 6 คำ
อายุ 2 ปี พูดคำเดี่ยว ๆ ที่มีความหมาย 2 คำติดต่อกันไม่ได้ เช่น ไปเที่ยว ไม่เอา ขอขนม หรือชี้ส่วนของร่างกายง่าย ๆ ไม่ได้
อายุ 3 ปี พูดเป็นประโยคง่าย ๆ ไม่ได้ พูดแล้วคนไม่คุ้นเคย ไม่เข้าใจ
อายุ 4 ปี ยังพูดติดอ่าง
อายุ 7 ปี ยังพูดไม่ชัด
 
สาเหตุของเด็กพูดช้า
1. ปัญหาที่เกี่ยวกับการได้ยิน เช่น เป็นหูน้ำหนวกเรื้อรัง หูหนวกแต่กำเนิด มีความพิการผิดปกติของหูและใบหน้าซึ่งมักพบร่วมกับความบกพร่องของการได้ยิน
2. ความพิการของสมองและระบบประสาทจากสาเหตุต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนคลอด ขณะคลอด และหลังคลอด เช่น การใช้ยาที่มีอันตรายต่อหู การติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ ภาวะสมองขาดออกซิเจน ตัวเหลืองมากจนเป็นอัตรายต่อสมอง และปัญญาอ่อนจากสาเหตุต่าง ๆ เป็นต้น
3. ความผิดปกติของอวัยวะที่ใช้ในการเปล่งเสียงพูด เช่น เพดานดหว่ สายเสียงมีพยาธิ สภาพกล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อทรวงอกเกร็งมากเกินไปหรือไม่ตึงตัว เป็นต้น
4. สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมและไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางการพูดและการใช้ภาษาในเด็ก เช่น พูดกับเด็กเร็วเกินไป ใช้ประโยคยากเกินไปหรือใช้คำศัพท์ยากเกินไป ความเข้าใจของเด็ก ครอบครัวไม่ช่างพูด ไม่ให้โอกาสเด็กพูดเพราะพ่อแม่เดาและทำทุกอย่างให้หมด พูดภาษาในบ้าน (มากกว่า 2 ภาษา) ขาดการกระตุ้นจากกระตุ้นจาการอยู่โรงพยาบาลนาน ๆ หรือคอมพิวเตอร์เป้นเวลานาน ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2 – 3 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กกำลังพูด ต้องการการกระตุ้นที่เป็นการสื่อสาร 2 ทาง
5. ปัญหาด้านจิตเวช เช่น เด็กเป็นออทิสติก (Autistic) พ่อแม่เป็นโรคจิต โรคประสาท ซึมเศร้า ทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับเด็ก เป็นต้น
เด็กที่ควรตรวจการคัดกรองการได้ยิน
 
ในเด็กทารกบางคนจะมีปัจจัยเสี่ยงต่อความผิดปกติของการได้ยิน ดังนั้นควรตรวจการคัดกรองได้ยิน (Hearing Screening Test) ในเด็กทารกที่มีประวัติต่อไปนี้ คือ
1. มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 1,500 กรัม
2. มีการติดเชื้อแต่กำเนิด (Congenital infection – TORCHS)
3. ตัวเหลืองมากจนต้องถ่ายเลือด
4. มีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Bacterial Meningitis)
5. ขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง (Severe Asphyxia)
6. มีคนในครอบครัวหูหนวก หูตึง หรือเป็นใบ้
7. มีความพิการแต่กำเนิดของช่องหู ใบหน้า และลำคอ
8. พ่อแม่สงสัยว่าลูกไม่ได้ยิน
9. ใช้ยามีอันตรายต่อหู (Ototoxic Drugs)
 
การดูแลรักษาเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดและการใช้ภาษาจำเป็นที่จะต้องรีบกระทำ เพราะหากทิ้งไว้นาน นอกจากจะแก้ไขยากแล้ว เด็กมักมีปัญหาด้านอารมณ์และจิตใจตามมาเนื่องจากไม่สามารถติดต่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ มักจะหยุดหงิด ก้าวร้าว ฉุนเฉียว เกเร ไม่มีเพื่อน และมีปัญหาในการเข้าสังคมและการเรียน ต่อไป
ฉะนั้นควรให้พ่อแม่และผู้เลี้ยงดู ให้ความสนใจเอาใจใส่พูดคุยกับเด็กบ่อย ๆ ตั้งแต่เด็กยังเล็ก ให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการของเด็ก เมื่อเด็กเริ่มเปล่งเสียง ให้เปล่งเสียงเลียนเสียง โต้ตอบกับเด็ก เลือกใช้คำสั้น ๆ ง่าย ๆ พูดคุยกับเด็กบ่อย ๆ หากสงสัยว่าเด็กอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินแต่เนิน ๆ 
 
การส่งเสริมการพูดของเด็ก
ถ้าการได้ยินปกติและสาเหตุของการพูดช้าเป็นจากสิ่งแวดล้อมที่ม่เอื้ออำนวย การส่งเสริมในการพูดของเด็กแนะนำโดย
-พยายามกระตุ้นและจูงใจให้เด็กพูด แต่อย่าเครียดคาดคั้นหรือลงโทษ เพราะจะทำให้เด็กไม่พูดมากขึ้น
-ขณะพูดกับเด็กให้หันหน้าเข้าหาเด็ก เพื่อให้เด็กจะได้หันสบตามองปากแล้วพูดตาม
-เลือกคำสั้น ๆ ง่าย ๆ ก่อน พูดช้า ๆ และชัด ๆ บ่อย ๆ อาจเริ่มจากสิ่งที่เด็กกำลังสนใจอยู่ เช่น หนังสือภาพสวย ๆ ในระยะแรก ๆ ให้อ่านให้เด็กฟัง ให้เด็กชี้ภาพให้ตรงกับคำ เช่น หมาอยู่ไหน แล้วให้เด็กชี้ตอบ ในระยะหลังให้ผู้อ่านชี้ที่ภาพแล้วถามเด็กว่านี่ตัวอะไร ร้องเสียงอย่างไร พยายามกระตุ้นให้เด็กตอบ -ถ้าเด็กพยายามจะพูด แม้ในระยะแรกจะไม่ชัด ควรให้คำชมเชย และพูดคำที่ถูกต้องให้เด็กฟัง
-เมื่อเด็กพูดคำสั้น ๆ ให้เสริมคำยาวขึ้น เช่น เด็กพูดคำว่า “หมา” ให้พ่อแม่เสริมต่อว่า “หมาวิ่ง” “หมาเห่า” เป็นต้น
เด็กที่ส่งเสริมการพูดเองที่บ้านแล้วไม่มีพัฒนาการทางภาษาดีขึ้น เด็กที่มีปัญหาการได้ยิน มีปัญหาทางด้านอารมณ์ จิตใจเด็กออทิสติก (Autistic) ควรให้แพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางดูแลรักษาและส่งให้นักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย (แก้ไขการพูด) ต่อไป
 
สรุป
การพูดเป็นสิ่งสำคัญในการใช้ภาษาติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นหากเด็กพูกช้าหรือมีปัญหาในการพูดและไม่ได้รับการดูแลแก้ไขที่ต้องเสียแต่เนิ่น ๆ จะทำให้เกิดปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจตามมา จึงควรที่จะแนะนำให้ผู้ดูแลเด็กส่งเสริมและกระตุ้นพัฒนาการทางการพูดและการใช้ภาษาเสียตั้งแต่เด็กยังเล็กและหากสงสัยว่าเด็กอาจมีปัญหาทางการพูด ควรส่งเด็กมาให้ได้รับการตรวจและแก้ไขโดยเร็วที่สุดและควรให้มีการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องกับแพทย์เฉพาะทาง
อ้างอิงจาก : เด็กพูดช้า, รศ.พญ.จันทร์ฑิตา พฤกษานานนท์. หน่วยพัฒนาการและการเจริญเติบโต ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์พัฒนาการและการเรียนรู้สำหรับเด็ก โรงพยาบาล บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์  
ทุกวันจันทร์ - อาทิตย์ เวลา 08.00 - 17.00 น. โทร 0-2523-3359-71 ต่อ 1135 , 1141



บทความสุขภาพ คลิกเลย !!!!!

ดาวน์โหลดฟรี! หนังสือ"เปิดโลกจิตวิทยาเด็ก" article
เปิดเทอมแล้ว!!! จะฝึกลูกแยกจากอย่างไรดี
"เก่งเต็มเมือง แต่คิดไม่เป็น" วิกฤตเด็กปฐมวัย ความสิ้นหวังการศึกษาไทย!
การวัดไอคิว คืออะไร ควรวัดเมื่อใด?
ทำไมต้องเฝ้าระวังพัฒนาการเด็ก?
ทำไมลูกถึงอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้? article
อาหารที่เหมาะสมตามวัย ตั้งแต่วัยแรกเกิด – 5 ปี article
ทำไมต้องบูรณาการประสาทสัมผัส article